ขับเคลื่อนโดย Blogger.
RSS

โปรดพิมพ์คำให้สุภาพด้วยนะครับ(ถ้าไม่มีไรทำก็เล่นวาดภาพเลื่อนลงข้างล่างสุดของบล็อคเลยนะครับ)

ห้องแชท ถามเกี่ยวกับความรู้ต่างๆ

เพลง(เพลงไม่ออกกดCtrl+F5นะครับ)

วิธีการขจัดคราบบนเสื้อ

วิธีการขจัดคราบบนเสื้อ

เสื้อผ้าสีขาวที่เริ่มจะกลายเป็นสีเหลือง
สามารถแก้ไขได้โดยใช้เปลือกไข่ป่นละเอียด ใส่ลงไปในอ่างแช่ผ้า ทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงซัก

เสื้อผ้าที่เลอะคราบครีม เนย น้ำมัน
ขจัดคราบโดยนำแป้งที่ใช้สำหรับทาตัวมาโรย ใช้กระดาษทิชชู หรือกระดาษบางอื่นๆ วางทับ นำเตารีดที่มีความร้อนพอสมควร ทับบนกระดาษ จนแป้งดูดคราบออกจนหมด แล้วจึงนำไปซัก

เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือด 
ขจัดคราบโดยนำนมข้นทาทันที ทิ้งไว้สักครู่แล้วนำไปขยี้น้ำออก


เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือดจางๆ 
ขจัดคราบโดยใช้เบคกิ้งโซดาผสมน้ำสักเล็กน้อย จนแป้งข้นๆ ถูเบาๆ เมื่อแห้งจึงปัดฝุ่นออก


เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือดฝังแน่น
ขจัดคราบโดยใช้ฟองน้ำจุ่มน้ำเย็น ที่ผสมเกลือจนชุ่ม ถูเบาๆ จนรอยค่อยๆ จางลง แล้วใช้น้ำเปล่าถูอีกครั้ง สุดท้ายใช้ทิชชูซับน้ำให้แห้ง


เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบกาแฟ
ขจัดคราบโดยใช้แป้งข้าวเจ้าถู แล้วซักได้ตามปกติ


เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบชอกโกแล็ต
ขจัดคราบโดยรีบนำไปแช่น้ำอุ่นทันทีที่เปื้อน อาจใช้น้ำยาขจัดคราบฝังแน่น ช่วยด้วย จากนั้นนำไปซักแห้ง


เสื้อผ้าที่เลอะคราบน้ำตาเทียน
ขจัดคราบโดยใช้ก้อนน้ำแข็งขูดเกล็ดเทียนออกให้มากที่สุด จากนั้นจึงใช้กระดาษประกบบริเวณที่เปื้อนทั้ง 2 ด้าน แล้วใช้เตารีดอุ่นๆ รีดทับจนน้ำตาเทียนซึมออกมาติดกับกระดาษ

เสื้อผ้าที่เลอะโคลน
ขจัดคราบโดยปล่อยให้โคลนแห้ง ใช้แปรงปัดออก ซักด้วยน้ำเย็นหลายๆ ครั้ง จนไม่มีน้ำโคลนออกมา จึงซักด้วยผงซักฟอก


เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบน้ำชา
ขจัดคราบโดยรีบเทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อนบนผ้าที่ยังเป็นรอยใหม่อยู่จนสีจางลงแล้ว รีบนำไปซักทันที
ให้ซักในน้ำอุ่นกับสบู่ ถ้ายังไม่ออก ให้ใช้น้ำยาฟอกขาวเช็ด แล้วจึงซัก


เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบน้ำผลไม้ น้ำมันพืช
ขจัดคราบโดยให้ขึงผ้าที่เปื้อนบนปากถัง เทน้ำเดือดลงตรงรอยเปื้อน แล้วจึงซัก


เสื้อผ้าที่เลอะน้ำมันขัดเงา
ขจัดคราบโดยใช้ฟองน้ำชุบทินเนอร์ทาบริเวณที่เปื้อนในขณะที่ยังเปียกอยู่ ใช้น้ำยาซักผ้า ขยี้ตรงรอยเปื้อนทันที นำมาแช่ในน้ำอุ่น แล้วรีบซักทันที


เสื้อผ้าที่เลอะคราบน้ำมันดิบ
ขจัดคราบโดยขูดน้ำมันดิบที่ติดอยู่ออกด้วยมีดที่ไม่คม แล้วถูด้วยน้ำมันสน หรือน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันเบนซิน (ห้ามใช้น้ำเด็ดขาด)


เสื้อผ้าที่ขึ้นราเล็กน้อย 
ขจัดคราบโดยรีบนำผ้าที่ขึ้นราใหม่ๆ ซักในน้ำสบู่ร้อนๆ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ / ให้บีบมะนาวลงไป แล้วแช่ผ้าไว้ในผงซักฟอกสักครู่ จึงซักผ้าตามปกติ


เสื้อผ้าที่เปื้อนรอยสนิม
ขจัดคราบโดยนำผ้ามาชุบน้ำให้เปียกก่อน บีบน้ำมะนาวลงไปบนรอยเปื้อน ทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงนำไปซักตามปกติ


เสื้อผ้าที่เลอะคราบเบียร์
ขจัดคราบโดยซักในน้ำเย็นทันที หรือใช้แปรงจุ่มน้ำเย็น แปรงตรงรอยเปื้อนทันที


เสื้อที่เลอะคราบน้ำมันรถ (น้ำมันเครื่อง)
ขจัดคราบโดยใช้มะนาวถูบริเวณที่เปื้อน จนรอยเปื้อนจางลง
แล้วจึงนำไปซัก


เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบน้ำส้มสายชู
ขจัดคราบโดยผสมแอมโมเนีย 1 ช้อนชา ในน้ำ 2 ถ้วย (ครึ่งลิตร) แล้วแช่ 2-3 นาที ล้างออกแล้วซักตามปกติ

เสื้อผ้าที่เลอะคราบน้ำหมาก น้ำหมึก
ขจัดคราบโดยก่อนซักให้นำเกลือป่นโรยตรงรอยเปื้อน แล้วบีบน้ำมะนาว ลงไปให้ชุ่ม ผึ่งแดดไว้ครึ่งวัน จึงค่อยนำไปซัก


เสื้อผ้าที่เลอะกาว 
ขจัดคราบได้โดย ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดที่รอยเปื้อน นำมาแช่ในน้ำเย็น แล้วซักตามปกติ

เสื้อผ้าที่เลอะขี้ผึ้ง
ขจัดคราบโดยการวางกระดาษซับบนรอยเปื้อนแล้วกดด้วยเตารีดที่ร้อน เปลี่ยนกระดาษจนกระทั่งไขทั้งหมดถูกดูดซับไปหมด ถ้าเป็นผ้าที่บาง หรือผ้าไหมให้ใช้กระดาษทิชชู และเตารีดที่เย็นกว่า

เสื้อผ้าที่เลอะไข่
ขจัดคราบได้โดยให้ผสมน้ำยาซักผ้ากับน้ำอุ่นซัก

เสื้อผ้าที่เลอะยางกล้วย 
ขจัดคราบโดยใช้มะนาวที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ ถูตรงรอยเปื้อน ที่เป็นคราบดำ แล้วรีบนำมาซักทันที

เสื้อผ้าที่เลอะยาทาเล็บ
ขจัดคราบโดยซับที่รอยเปื้อนด้วยน้ำยาล้างเล็บ และเช็ดด้วยผ้าที่สะอาด จนกระทั่งรอยเปื้อนจางลง (ควรลอง
หยดน้ำยาล้างเล็บลงผ้าก่อน)

แหล่งอ้างอิง: https://sites.google.com/site/sitesample/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ผมสวยด้วยว่านหางจระเข้


ผมสวยด้วยว่านหางจระเข้


             ว่านหางจระเข้ บำรุงผม ด้วยว่านหางจระเข้สมุนไพรพื้นบ้าน ที่อุดมไปด้วยสารพัดประโยชน์ หาซื้อง่าย หรือเราสามารถปลูกได้เองที่บ้านค่ะ เพราะสรรพคุณของมันคุ้มค่ากับการปลูกมากเลยทีเดียวเชียวใช่ไหมล่ะครับ

สูตรบำรุงผม
-          วุ้นว่าน 1 ช้อนโต๊ะ
-          น้ำผึง 1 ช้อนโต๊ะ
-          น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
-          น้ำแครอทเอาสดๆ 1 ช้อนโต๊ะ
บำรุงผม : นำมาชโลมที่ผมแล้วนำผ้ามาคลุม หมักทิ้งไว้ 20-30 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นทำสัก สัปดาห์ละ 1 -2 ครั้ง ติดต่อกัน สัก 2 เดือน เส้นผมก็จะมีน้ำหนักและเงางามขึ้น แต่เพื่อน ๆ ต้องทดลองนิดๆ ก่อนนะจ๊ะบางคนอาจจะแพ้




สูตรผมสวยด้วยว่านหางจระเข้และดอกชบาแดงครับ
-          ว่านหางจระเข้        1      ถ้วย
-          ดอกชบาแดง         1      ถ้วย
-          น้ำมันมะกอก         1/2    ถ้วย
-          น้ำมะนาว             3-4    ช้อนโต๊ะ
-          น้ำอุ่น                  1/2    ถ้วย
-          เอทิลแอลกอฮอล์     3-4    ช้อนโต๊ะ

แหล่งอ้างอิง:http://www.tsgclub.com/11077


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

สรรพคุณของมะเฟือง

  สรรพคุณของมะเฟือง


มะเฟือง แก้ปัญหาสุขภาพ  พืชสมุนไพรใกล้ตัวหลากหลายชนิด ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการใช้พืชสมุนไพรในการบำบัดรักษาอาการป่วยต่างๆ กันมากขึ้น วันนี้พวกเรามีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสรรพคุณของมะเฟือง มาฝากครับ



สรรพคุณของมะเฟือง

            คุณค่าทางสมุนไพร  มะเฟืองเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์และมีสรรพคุณทางยา ใช้ได้ทุกส่วนของลำต้น ดังนี้
 ดอกมะเฟือง  ช่วยขัีบพยาธิ
 ยอดของมะเฟือง นำไปต้มผสมกับรากมะพร้าว ใช้กินรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
 ส่วนแก่นและรากของต้นมะเฟือง  ใช้กินแก้ท้องร่วง และแก้เจ็บเส้นเอ็น
 ใบของมะเฟืองเมื่อนำมาบดใช้ทา หรือพอกตามผิวหนัง ช่วยรักษาเม็ดผดผื่นคัน  แผลบวมช้ำ แผลเป็นหนอง ซ้ำยังมีสรรพคุณช่วยห้ามเลือด ถอนพิษงู  แก้พิษแมงมุมกัดได้
 ผลของมะเฟือง สามารถนำมาสกัดทำยาสระผมเพื่อขจัดรังแคได้ด้วย
 ส่วนน้ำมะเฟืองคั้น มีสรรพคุณแก้ร้อนใน ดับกระหาย  ลดความร้อนภายในร่างกาย  ใช้ถอนพิษได้ เป็นยาขับเสมหะ  แก้ไอ  รวมทั้งยังช่วยขับปัสสาวะ และยังบรรเทาอาการนิ่วทางเดินปัสสาวะได้อีกด้วย

มะเฟือง เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางสมุนไพร สามารถแก้ปัญหาสุขภาพได้หลากหลาย เพื่อนๆ ทราบแล้วอย่าลืมนำมะเฟืองใช้ดูแลสุขภาพบ้าง นะครับ


แหล่งอ้างอิง:http://www.tsgclub.com/1659

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ความรู้เกี่ยวกับซิลิโคน

ความรู้เกี่ยวกับซิลิโคน




หากจะกล่าวถึงวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ในวงการแพทย์ นอกจากเครื่องมือแพทย์ ที่เราพบเห็นได้บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น หูฟังของหมอ มีด เข็มฉีดยา ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดความดัน แล้ว เราก็ยังสามารถพบเห็นวัสดุที่แพทย์มักใช้กันมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการศัลยกรรม
       
ใช่แล้ว..นั่นคือ ?ซิลิโคน?

ซิลิโคน เป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้กันมากในปัจจุบัน และจะใช้กันมากในวงการแพทย์ทางด้านศัลยกรรม ทั้งตกแต่ง แก้ไขความผิดปกติ และเสริมความงาม วัสดุอย่างซิลิโคน สามารถนำมาใช้ได้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งการนำมาใช้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของซิลิโคน 
       
เนื่องด้วยซิลิโคนมีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกับวัสดุชนิดอื่น ทำให้เป็นที่นิยมในการนำมาใช้ แต่ถึงกระนั้น ซิลิโคนก็มีข้อจำกัดในการใช้งาน หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพฉบับนี้ จึงขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ ?ซิลิโคน?
       
ซิลิโคน เป็นวัสดุสารสังเคราะห์โพลิเมอร์ในกลุ่มไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีส่วนประกอบที่เล็กที่สุด เรียกว่า ซิโลเซน ชนิดของ   ซิลิโคนที่นำมาใช้และพบได้บ่อยที่สุดก็คือ โพลีไดเม็ทธิล ซิโลเซน หรือ พีดีเอ็มเอส
       
วัสดุอย่าง ซิลิโคน หากมีส่วนประกอบทางเคมีที่รวมตัวกับสารอื่น จะทำให้ซิลิโคนอยู่ ในสถานะต่าง ๆ ได้ เช่น ของเหลว แขวนลอย ของแข็ง หรือ ทำให้มีความยืดหยุ่นใด ๆ ก็ได้ จึงมีการนำซิลิโคนมาใช้กันอย่างกว้างขวาง และมักพบว่ามีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการบินกันมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติคงตัว ทั้งในอุณหภูมิต่ำและ  สูง นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในวงการแพทย์ได้ เพราะมีปฏิกิริยากับร่างกายน้อย
       
การนำวัสดุซิลิโคนมาใช้ในวงการแพทย์ มักเกิดประโยชน์สำหรับการนำมาผลิตเป็นท่อสำหรับให้สารทางหลอดเลือด ทำเลนส์ตาเทียม ข้อเทียม นำมาฝังเพื่อเสริมความงาม เช่น เสริมจมูก เสริมเต้านม โหนกแก้ม คาง และการใช้ทำเป็นถุง เพื่อยึดขยายผิวหนัง และแม้แต่ฝังในอวัยวะเพศชาย เพื่อช่วยให้สามารถแข็งตัวได้ในรายที่หมดสมรรถภาพ อีกทั้งยังเป็นส่วนประกอบของลิ้นหัวใจเทียมเช่นกัน
       
ด้วยคุณสมบัติที่มีความคงทน ความตึงผิวต่ำ และไม่เป็น พิษ ทำให้สามารถฝังไว้ในร่างกายได้เป็นเวลานาน โดยไม่มีปฏิกิริยาต่อร่างกาย ซิลิโคนที่นำมาใช้ทางการแพทย์ได้นั้น ต้องผ่านขบวนการผลิตที่มีความบริสุทธิ์สูง ปราศจากสารเจือปน และต้องมีมาตรฐานการผลิตเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ต้องผ่านกระบวนการการตรวจสอบคุณภาพและทดสอบการใช้ในสิ่งมีชีวิตมาแล้วจึงจะสามารถนำมาใช้กับคนได้
       
สำหรับความต้องการในเรื่องการเพิ่มขนาดหน้าอกของทั้งเพศหญิงและชาย ทำให้เริ่มมีการใช้ถุงซิลิโคนเสริมหน้าอกกันมาตั้งแต่ 50 ปีก่อน เมื่อได้รับความนิยมมากขึ้น จึงได้มีการพัฒนาเป็นลำดับเพื่อความปลอดภัย จนมีลักษณะใกล้เคียงเต้านมธรรมชาติ ซึ่งมีรายงานว่า การเสริมหน้าอก ด้วยถุงซิลิโคนที่ผ่านมาตร ฐานทางการแพทย์นั้น มีความปลอดภัยสูง ไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และโรคทางระบบภูมิต้านทาน
        
แต่ด้วยคุณสมบัติของซิลิโคนที่นำมาใช้ ก็มีอันตราย ที่เกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งมัก เกิดจากการใช้งานไม่ถูกวิธี เช่น การทำผ่าตัดที่ขาดประสบการณ์ การผ่าตัดที่ไม่สะอาดเพียงพอ การใช้ขนาดของซิลิโคนที่ไม่เหมาะสม และการขาดความเข้าใจในการดูแลหลังผ่าตัด หรือในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นมาแล้วไม่ได้รับการแก้ไขที่ถูกต้องและรวดเร็ว นั่นก็ทำให้เกิดอันตราย อันเป็นข้อเสียที่สามารถเกิดขึ้นได้ จึงควรระมัดระวัง และศึกษาข้อดีข้อเสียจากแพทย์เสียก่อน
   
ดังนั้นแล้ว ก็มีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จะรับการทำศัลย กรรมความงามทั้งที่ใช้ซิลิโคน หรือไม่ใช้ซิลิโคนก็คือ ต้องมีการศึกษาให้รอบด้านทั้งข้อดี ข้อเสีย และควรสังเกตประสบการณ์ของแพทย์ด้วย มิใช่เชื่อจากสื่อโฆษณาเพียงอย่างเดียว
       
การพัฒนาของวัสดุทางการแพทย์ จะมีต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองทั้งการรักษาโรค และการเสริมความงาม โดยน่าจะไปในทิศทางที่มีความปลอดภัย คงทนถาวรมากขึ้น คุณสมบัติใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อจริงมากขึ้น โดยอาจไม่ใช้วัสดุซิลิโคนก็ได้ อาจจะเป็นการปลูกถ่ายเซลล์ของมนุษย์เอง หรือกลุ่มสเต็มเซลล์ (เซลล์ต้นกำเนิด)
       
ต้องบอกว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์นั้น..กำลังก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งเสียจริง..



  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ไขข้องงของตัวเลข13หลัก



ไขข้องงของตัวเลข13หลัก



ไขปริศนาเลขบัตรประชาชนไทยทั้ง 13 หลัก อยากรู้มั้ย ว่าแต่ละตำแหน่งหมายถึงอะไร ค้นหาคำตอบได้ที่นี่

13 เลขนี้ มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน ?ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย? ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

โดยความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเรียนหรือทำอะไร ตัวเลขก็ล้วนมีเอี่ยว หรือมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนเราเสมอ และในทางกลับกัน ตัวเลขบางตัวอาจจะทำให้เรามีความสุขขึ้นด้วยซ้ำ เช่น ตัวเลขเพิ่มขึ้นของเงินเดือนหรือโบนัส ตัวเลขในบัญชีรายรับ ตัวเลขมูลค่าเพิ่มของหุ้นที่เราซื้อ ฯลฯ ยกเว้น ตัวเลขดอกเบี้ยเงินกู้ ที่งามโดยไม่ต้องรดน้ำ หรือตัวเลขยอดหนี้ที่ยังไม่จ่าย ส่วนตัวเลขที่น่ารังเกียจอีกตัว คือ ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นของสาวๆ ที่ยังไม่แต่งงาน เป็นต้น

นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมี ?ตัวเลข? ที่เกี่ยวพันกับความเชื่อต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศอีกหลายตัว เช่น คนไทยถือว่า เลข 9 เป็นเลขมงคล เพราะออกเสียงว่า ?เก้า? ที่พ้องกับคำว่า ?ก้าว? อันหมายถึง ความเจริญก้าวหน้า ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบัน เราจึงเห็นคนไทยจำนวนไม่น้อย ไปทัวร์ไหว้พระ 9 วัดเพื่อความเป็นสิริมงคล จนได้กลายมาเป็นการ ?ทำบุญ? อีกรูปแบบที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย

สำหรับฝรั่ง เขาจะถือว่า เลข 13 เป็นเลขอาถรรพ์ หรือเลขอัปมงคล  หรือเรียกกันว่า ลัคกี้นัมเบอร์ (Lucky number) สาเหตุมาจากอาหารมื้อสุดท้าย ของพระเยซูคริสต์ ที่เรียกกันว่า เดอะลาสซับเปอร์ (The Last Supper) นั้น มีสาวกร่วมโต๊ะพร้อมกับพระองค์ นับรวมแล้วได้ 13 คนพอดี ครั้นวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันศุกร์ พระองค์ก็ถูกจับตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ เขาจึงถือว่าวันศุกร์ที่ตรงกับวันที่ 13 เป็นวันโชคร้าย

แม้ว่าเลข 13 จะเป็นเลขอาถรรพ์ของฝรั่ง แต่คนไทยโดยทั่วไป ไม่ได้ถือกับตัวเลขดังกล่าว และที่น่าสนใจคือ มี เลข 13 ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคนไทย ซึ่งเชื่อว่า คงมีคนอีกไม่น้อยไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ เลขประจำตัวประชาชนในบัตรประชาชน หรือที่เดี๋ยวนี้เรียก สมาร์ทการ์ด ที่มีด้วยกัน 13 หลัก และแต่ละหลักก็มิใช่แค่เป็นเพียงจำนวนนับธรรมดาๆ แต่มีความหมายแฝงอยู่ด้วย ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอนำมาเสนอเพื่อเป็นความรู้ ดังนี้

สมมุติว่า เลขบัตรประชาชนของเราเขียนไว้ว่า 1 1001 01245 29 9  (เขียนเว้นวรรค ตามแบบ) แต่ละหลักก็จะมีความหมายดังนี้

หลักที่ 1 (คือหมายเลข 1 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง ประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 8 ประเภทได้แก่

ประเภทที่ 1 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่เขาประกาศให้ประชาชนทุกคน ต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอ หรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วันนับแต่เกิดมา ตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 เช่น เด็กหญิงส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2527 และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กหญิงส้มจี๊ด ก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะปรากฏในทะเบียนบ้าน และจะเป็นเลขประจำตัว เมื่อส้มจี๊ดไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี

ประเภทที่ 2 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วบังเอิญว่าพ่อแม่ผู้ปกครองลืมหรือติดธุระ ทำให้ไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกฎหมายกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลัง เด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 และจะมีเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 ทันที เช่น ในกรณีส้มจี๊ด หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า

ประเภทที่ 3 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย มาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น ส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น 3 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 4 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัว ก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่น ก่อนช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในสำนักทะเบียนเขตคลองสาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2527 ส้มจี๊ดก็ขอย้ายบ้านไปเขตดุสิต โดยที่ส้มจี๊ดยังไม่ทันได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสาน พอแจ้งย้ายเข้าเขตดุสิต ส้มจี๊ดก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 4 มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 4 กลายเป็น 4 1001 01245 29 9 ทันที แต่ถ้าส้มจี๊ดย้ายจากเขตคลองสานเดิม ไปเขตดุสิต หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 ส้มจี๊ดก็ยังเป็นบุคคลประเภท 3 อยู่ เพราะถือว่าจะได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสานแล้ว จะย้ายอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง

การกำหนดให้บุคคลเริ่มมีเลขประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 อันเป็นวันสุดท้าย ของการดำเนินการให้ประชาชน ที่ไม่มีเลขประจำตัวในบัตรหรือทะเบียนบ้าน ได้มีเลขประจำตัวจนครบแล้วนั้น ก็เพราะก่อนหน้านี้ ประเทศไทยยังไม่เคยมีการกำหนดเลขประจำตัวดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น ช่วงที่ว่าจึงเป็นระยะเวลาจัดระบบให้เข้าที่เข้าทาง เพราะหลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 แล้ว ทุกคนจะต้องมีเลขประจำตัวเพื่อสำแดงตนว่า เป็นบุคคลประเภทใด โดยดูตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี ซึ่งมีอีก 4 ประเภท คือ

ประเภทที่ 5 คือ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อ เข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจ หรือกรณีอื่นๆ เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตดุสิตอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าตอนที่มีการสำรวจรายชื่อผู้อยู่ในบ้าน เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ชื่อของส้มจี๊ดหายไปจากทะเบียนบ้าน เมื่อไปแจ้งเจ้าหน้าที่และตรวจสอบแล้วว่าตกสำรวจจริง หรือจะเป็นเพราะกรณีอื่นใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็จะเพิ่มชื่อให้ แต่ส้มจี๊ดก็จะมีหมายเลขในทะเบียนบ้านเป็นบุคคลประเภท 5 และบัตรประชาชนจะขึ้นต้นด้วยเลข 5 ทันที คือ กลายเป็น 5 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 6 คือ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย เพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยา คนทั้งสองแบบที่ว่า ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6 เลขประจำตัวในบัตรจะขึ้นต้นด้วยเลข 6 เช่น 6 1012 23458 12

ประเภทที่ 7 คือ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7 เช่น 7 1012 2345 133

ประเภทที่ 8 คือ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือ ผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย ตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน คนกลุ่มนี้เลขในทะเบียนประวัติจะขึ้นด้วยเลข 8 เช่น 8 1018 01234 24 7

คนทั้ง 8 ประเภทนี้ จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้น ที่จะมีบัตรประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประชาชนให้

ต่อไปคือ หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 (เลข 1001 ในตัวอย่างหรือสี่ตัวถัดไปจากตัวแรก) จะหมายถึง รหัสของสำนักทะเบียน หรืออำเภอที่เรามีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข ซึ่งก็หมายถึงถิ่นที่อยู่ของเรานั่นเอง กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ เช่น ถ้าเขียนว่า 1001 ก็หมายถึงว่า คุณอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ในเขตดุสิต เพราะ 10๐ ในหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงกรุงเทพมหานคร ส่วนเลข 01 ในหลักที่ 4 และ 5 คือรหัสของสำนักทะเบียนเขตดุสิต หรือถ้าเขียนว่า 1101 ก็จะหมายถึง อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง เพราะ 11 แรกคือ รหัสจังหวัดสมุทรปราการ และ 01 หลัง คือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ เป็นต้น

สำหรับ หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 (เลข 01245 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง กลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภท ตามหลักแรก (หลักที่ 1) ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่ง ก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับ หรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบัน เลขดังกล่าวก็จะหมายถึง เล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะไปปรากฎในบัตรประชาชน เมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น
หลักที่ 11 และ 12 (หมายเลข 29 ในตัวอย่างสมมุติ) จะหมายถึง ลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท เป็นการจัดลำดับว่าเราเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลประเภทนั้นๆ

หลักที่ 13 (เลข 9 ตัวสุดท้ายในตัวอย่าง) จะหมายถึง ตัวเลขสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรกอีกที

สำหรับเลขตั้งแต่หลักที่ 6 ถึง 13 นี้เป็นการจัดหมวดหมู่ และเรียงลำดับบุคคลในแต่ละประเภทของสำนักทะเบียนในแต่ละท้องที่ ซึ่งเราก็คงไม่ต้องรู้รายละเอียดอะไรลึกไปกว่านี้ เพราะรู้แล้วอาจจะงงเปล่าๆ

เป็นเรื่องน่าแปลกว่า ตัวเลข 13 หลักที่เป็นหมายเลขในบัตรประชาชน หรือเลขประจำตัวประชาชนของเราแต่ละคนนี้ จะไม่มีการซ้ำกันเลย ผิดกับชื่อหรือนามสกุล ยังมีซ้ำกันได้ และจะเป็นเลขประจำตัวเราจนตาย ไม่มีการเปลี่ยน หรือยกให้คนอื่น และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ในอนาคตจะต้องมีการเติมเลข อย่างเลข 8 เข้าไปอีก เพราะเลขไม่พอใช้เหมือนโทรศัพท์มือถือหรือไม่ เขาก็บอกว่าคงอีกนาน อาจจะถึง 100 ปีโน่น เพราะการที่เขาแยกแยะบุคคลเป็นประเภทต่างๆ และยังแยกย่อยเป็นจังหวัดอำเภอ แล้วลงรายละเอียดไปเป็นกลุ่มๆในแต่ละประเภทอีกนั้น ทำให้เพดานหรือช่วงตัวเลขมีความห่างมาก จนสามารถรองรับจำนวนคนได้อีกมาก และหากใครสงสัย หรือมีปัญหาในเรื่องทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส บัตรประชาชน ก็สามารถสอบถามไปได้ที่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โทร. 1548

ตัวเลข 13 หลักที่กล่าวข้างต้น  เป็นเลขประจำตัวประชาชนของแต่ละคนนี้ แม้จะมิใช่ตัวเลขที่เราต้องใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน ยกเว้นใช้ในการกรอกเอกสารบางอย่าง เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร ฯลฯ แต่เลขนี้ก็มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน ?ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย? ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

แหล่งอ้างอิง:หนังสือในห้องสมุด

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ทำไมแป้นพิมพ์ไม่เรียงตาม ABCD

ทำไมแป้นพิมพ์ไม่เรียงตาม ABCD




รู้หรือป่าว !! ทำไม ตัวอักษรในแป้นพิมพ์ทั้งของเครื่องพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์ ถึงไม่เรียงกันตามลำดับอักษรเช่น A B C

สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก(เมื่อนับจากซ้ายมาขวา)ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกันและถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย

การเรียงลำดับอักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นมีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรคือเมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิมจะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก

อย่างไรก็ตามในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขามากนักทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัทเรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่ายความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ใน เวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ DVORAK ซึ่งเคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้นจนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทางGeneral Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป

ทั้งนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้วดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไปแล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อนซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคงพอเดากันได้ว่าเป็นเพราะเราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTYจนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว

แหล่งอ้างอิง :http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php/topic,871.0.html

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ทำไมถึงเรียกว่าเงาะโรงเรียน

ทำไมถึงเรียกว่าเงาะโรงเรียน





เงาะโรงเรียนหรือเงาะพันธุ์โรงเรียน เป็นเงาะพันธุ์ที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน เงาะในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ตลอดทั้งเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก ก็ไม่มีประเทศใดที่มีเงาะคุณภาพดีเท่ากับเงาะพันธุ์โรงเรียน แม้แต่ในมาเลเซียซึ่งเราได้เมล็ดเงาะพันธุ์นี้มา จึงกล่าวได้ว่าเงาะพันธุ์โรงเรียนเป็นเงาะพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้

คำว่า "โรงเรียน" หมายถึง โรงเรียนนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เงาะต้นแม่พันธุ์มีเพียงต้นเดียว ปลูกด้วยเมล็ดเมื่อปี พ.ศ.2469 โดยชาวจีนผู้หนึ่งมีสัญชาติมาเลเซีย ชื่อ Mr. K. Wong มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองปีนัง บุคคลผู้นี้ได้เข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกที่หมู่บ้านเหมืองแกะ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร ตรงกันข้ามกับโรงเรียนนาสาร เมื่อ Mr. K. Wong มาทำเหมืองแร่ก็ซื้อที่ดินริมทางรถไฟด้านทิศตะวันตก ใกล้กับสถานีรถไฟนาสารเป็นเนื้อที่ 18 ไร่ แล้วสร้างบ้านพักบนที่ดินดังกล่าว เมื่อสร้างบ้านเสร็จ Mr. K. Wong ก็นำพันธุ์(เมล็ด)เงาะมาจากเมืองปีนัง(ขณะนี้เงาะพันธุ์นี้ที่เมืองปีนึงไม่มีแล้ว) มาปลูกข้างบ้านพักจำนวน 4 ต้น ต่อมาปรากฏว่าเงาะมีลูกเป็นสีเหลืองบ้าง แดงบ้าง รสเปรี้ยวบ้าง หวานบ้าง เฉพาะต้นที่ 2 นับจากทิศตะวันออกมีลักษณะพิเศษกว่าต้นอื่น คือ เนื้อสุกแล้วเปลือกผลเป็นสีแดง แต่แม้สุกจัดเท่าไหร่ก็ตาม ขนที่ผลยังมีสีเขียวอยู่ รูปผลค่อนข้างกลม เนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบาง เงาะต้นนี้คือ "เงาะพันธุ์โรงเรียน"

สาเหตุที่เรียกว่าเงาะพันธุ์โรงเรียน เพราะในปี พ.ศ.2479 Mr. K. Wong ต้องเลิกล้มกิจการเหมืองแร่และเดินทางกลับไปอยู่ที่เมืองปีนังภูมิลำเนาเดิม จึงขายที่ดินดังกล่าวพร้อมด้วยบ้านพักให้แก่กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) แผนกธรรมการ อำเภอบ้านนา (อำเภอบ้านนาสาร) ทางราชการจึงปรับปรุงบ้านพักใช้เป็นอาคารเรียน และย้ายโรงเรียนนาสารซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่วัดนาสารมาอยู่อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 พฤศจิการยน พ.ศ.2479 แต่เงาะพันธุ์โรงเรียนในขณะนั้นยังมิได้แพร่หลายแต่ประการใด เนื่องจากการส่งเสริมทางการเกษตรยังไม่ดีพอ ในปี พ.ศ.2489-2498 มีบุคคลตอนกิ่งไปขายพันธุ์เพียง 3-4 รายเท่านั้น

ครั้นถึงปี  พ.ศ.2500-2501 ได้มีกรรมวิธีแพร่พันธุ์เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือการทาบกิ่ง มีการทาบกิ่งเงาะต้นนี้ไปเป็นจำนวนมาก ในระยะเดียวกันนั้น เงาะที่มาจากจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส คือเงาะพันธุ์ยาวี เจ๊ะโมง เปเราะ ก็เข้ามาแพร่หลายพอสมควร ประชาชนเห็นว่าเงาะต้นนี้ยังไม่มีชื่อ จึงชักชวนกันเรียกเงาะต้นนี้ว่า "เงาะพันธุ์โรงเรียน" เพราะต้นแม่พันธุ์อยู่ที่โรงเรียนนาสาร

ปี  พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯมาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้นำชาวสวนเงาะผู้หนึ่งได้ทูลเกล้าฯถวายเงาะพันธุ์โรงเรียน และขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ชื่อเงาะพันธุ์โรงเรียนดีอยู่แล้ว" นับแต่นั้นมา ไม่มีใครกล้าที่จะเปลี่ยนชื่อเงาะพันธุ์นี้อีกต่อไป

แหล่งอ้างอิง :http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php/topic,2211.0.html

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

10 อันดับสัตว์ที่อายุยืนที่สุด

10 อันดับสัตว์ที่อายุยืนที่สุด


อันดับ 10 คือ "ลิง" ญาติห่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วลิงจะมีอายุเฉลี่ย 25 ปี เจี้ยกๆ


อันดับ 9 ได้แก่ "ช้าง" ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 60 ปี โดยจะขึ้นอยู่กับการดูแล อาหารการกินและความเครียด ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้เปรียบเทียบอายุขัยระหว่างช้างเอเชียและช้างแอฟริกาแล้วพบ ว่า ช้างแอฟริกาที่ต้องผจญกับสัตว์ป่านานาชนิดและอาหารการกินที่ขัดสนกว่า ทำให้พวกมันเครียดและมีอายุขัยน้อยกว่าช้างเอเชีย อย่างไรก็ดี มีบันทึกว่าประเทศญี่ปุ่นเคยมีช้างที่มีอายุมากที่สุดในโลกคือ 86 ปี เกือบเท่าคนเลย นะเนี่ย



อันดับ 8 คือ "อีกา" สัตว์ที่ไม่มีใครอยากให้มันมีชีวิตที่ยืนยาวนัก เพราะมันมักได้รับบทตัวร้ายในละครเสมอๆ ด้วยเหตุผลที่อีกาจะมีคู่เพียงตัวเดียวตลอดอายุขัย ทำให้มันไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป นอกจากนี้ การสืบพันธุ์ยังเป็นตัวกำนันนาฬิกาชีวภาพให้หมุนเร็วขึ้นด้วย อีกาจึงมีอายุขัยสูงถึง 90 ปี ซึ่งพบอีกว่านกหลายๆ ชนิดก็มีอายุที่ยืนยาวไม่ต่างจากอีกามากนัก เช่น นกกระตั้ว นานกว่าคนบางคนเสียอีก


อันดับ 7 คือ "กุ้งก้ามกราม" ด้วยอายุขัย100 ปี ถือว่าอายุยืนที่สุดในสัตว์จำพวกมีเปลือกแข็งด้วยกัน ด้วยเหตุผลที่มันมีการเคลื่อนไหวและเผาผลาญพลังงานน้อย ไม่เชื่อ อะ สิ ลองเลี้ยงแล้วจับเวลาดู

อันดับ 6 คือ "หอยมุกน้ำจืด" ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เผาผลาญพลังงานน้อย กินน้อย ใช้ก๊าซออกซิเจนในการหายใจน้อย ทำให้มันสามารถคว้าอันดับ 6 มาครองได้ ด้วยอายุขัยมากกว่า 110 ปี เลยทีเดียว

อันดับ 5 คือ มนุษย์เรานี่เองโดยมีอายุขัยสูงสุด 120 ปี ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อที่จารึกไว้ในคัมภีร์ศาสนาคริสต์และฮินดูที่ว่า มนุษย์จะมีอายุขัยได้ไม่เกิน 120 ปี อย่างไรก็ตามระยะหลังมานี้ มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีอายุทะลุ 100 ปีมากขึ้นเรื่อยๆ เคล็ดลับการมีอายุยืนของผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายล้วนระบุตรงกันถึงการบริโภค อย่างพอดี การออกกำลังกายแต่พอดี ไม่ใช้ร่างกายอย่างหักโหมและมีทัศนคติที่ดี ปล ส่วนใหญ่เสียก่อน 90เสียอีก


อันดับ 4 "ปลาสเตอร์เจียน" ตกเป็นของปลาโบราณร่วมยุคกับไดโนเสาร์ที่มีไข่ที่เอร็ดอร่อยที่สุดในโลก  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่า มันสามารถมีอายุได้สูงถึง 150 ปีทีเดียว โดยคาดกันว่าน่าจะเป็นผลมาจากยีนอายุยืนที่พิสูจน์แล้วมามีอยู่จริงของมัน


อันดับ 3 ตกเป็นของพี่เบิ้มสิ่งมีชีวิตนั่นคือ "ปลาวาฬออร์ก้าในทวีปแอนตาร์กติก" ด้วยอายุขัย 200 ปี


อันดับ 2 "เต่า" ถือเป็นสิ่งมีชีวิตอายุยืนอันดับ 2 ที่มีอายุขัยประมาณ 250 ปี โดยเต่าที่มีอายุยืนที่สุดในโลกขณะนี้คือ "เต่ากาลาปากอส" ที่มีชื่อว่า "แฮเรียน" ตัวเดียวกันกับที่ "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้อง จับมันมาใช้ชีวิตเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยชาร์ลสเองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีอายุยืนกว่าเขาเองเสียอีก โดยสาเหตุที่เชื่อว่าเต่ามีอายุยืนยาว สืบเนื่องจากการเคลื่อนไหวที่เนิบช้า และความไม่เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ นั่นเอง

อันดับที่ 1 จะเป็นของใครไปไม่ได้เลย นอกจากสิ่งมีชีวิตที่ใช้ชีวิตดำดิ่งอยู่ก้นมหาสมุทรอันมืดมิดด้วยอุณหภูมิ เย็นเฉียบ มันคือ "ฟองน้ำยักษ์" ซึ่งมีอายุสูงอย่างไม่น่าเชื่อถึง 10,000 ปี หรืออาจกล่าวว่า มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีวันตายก็ได้ และเมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้ฟองน้ำยักษ์มีอายุยืนที่สุดในโลก หลายคนอาจเบนหน้าหนีด้วยที่ว่า มันแทบไม่กินและไม่กระดุกระดิกเลย จนนักวิทยาศาสตร์ถึงกับแซวมันว่า หากมนุษย์ต้องการที่จะมีอายุยืนต้องอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร ไม่กินอาหารและอยู่นิ่งๆ เหมือนโดนสต๊าฟไว้แล้ว ก็เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากอายุยืนเหมือนมันอย่างแน่นอน ไม่เชื่อ ลองเลี้ยงดู




  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เหตุใดในหลวงจึงไม่โปรดเสวยปลานิล


"เหตุใดในหลวงจึงไม่โปรดเสวยปลานิล"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่โปรดเสวยปลานิล
ทุกครั้งที่มีผู้นำปลานิลไปตั้งเครื่องเสวย
จะโบกพระหัตถ์ให้ย้ายไปไว้ที่อื่น โดยไม่รับสั่งอะไรเลย

จนวันหนึ่งมีผู้กล้าหาญชาญชัยกราบบังคมทูลถามว่า
เพราะเหตุใดจึงไม่โปรดเสวยปลานิล มีรับสั่งว่า
“ก็เลี้ยงมันมาเหมือนลูก แล้วจะกินมันได้อย่างไร” 


มาดูประวัติปลานิลกันครับ
ถิ่นกำเนิด

ปลานิลสามารถอาศัยอยู่ได้ในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่ทวีปแอฟริกา พบทั่วไปตามหนอง บึง และทะเลสาบในประเทศซูดาน, ยูกันดา และทะเลสาบแทนกันยีกา

ปลานิลเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกโดยสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทรงจัดส่งเข้ามาทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 จำนวน 50 ตัว ครั้งนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้ทดลองเลี้ยงปลานิลในบ่อภายในสวนจิตรลดา เป็นหนึ่งโครงการในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

ผลการทดลองปรากฏว่าปลานิลที่ทรงโปรดเกล้าให้ทดลองเลี้ยงได้เจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี ต่อมาจึงได้พระราชทานชื่อว่า ปลานิล (โดยมีที่มาจากชื่อแม่น้ำไนล์ (Nile) ที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิม หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Tilapia nilotica) และพระราชทานพันธุ์ปลาดังกล่าวให้กับกรมประมงจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2509 เพื่อนำไปขยายพันธุ์และแจกจ่ายแก่พสกนิกร และปล่อยลงไว้ตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ตามที่เห็นว่าเหมาะสม เนื่องจากปลานิลมีคุณลักษณะพิเศษหลายอย่าง เช่น กินอาหารได้ทุกชนิด เช่น ไรน้ำ ตะไคร่น้ำ ตัวอ่อนของแมลงและสัตว์น้ำเล็ก ๆ มีขนาดลำตัวใหญ่ ความยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร แพร่ขยายพันธุ์ง่าย และมีรสชาติดี

ในปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังโปรดเกล้าฯ ให้ทดลองเลี้ยงและแพร่ขยายพันธุ์ปลานิลในบ่อสวนจิตรลดาต่อไป ในทางวิชาการเรียกสายพันธุ์ปลานิลดังกล่าวว่า ปลานิลจิตรลดา ซึ่งยังคงเป็นปลานิลสายพันธุ์แท้ที่ประเทศไทยได้รับทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ

ลักษณะทั่วไป

ปลานิลมีเป็นรูปร่างคล้ายปลาหมอเทศ (O. mossambicus) แตกกันที่ปลานิลมีลายสีดำและจุดสีขาวสลับกันไป บริเวณครีบหลัง ครีบก้นและลำตัวมีสีเขียวปนน้ำตาล มีลายดำพาดขวางตามลำตัว มีความยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร

อาหาร

ปลานิลกินอาหารได้หลากหลาย เช่น ไรน้ำ ตะไคร่น้ำ ตัวอ่อนของแมลง กุ้งฝอย ผักบุ้ง หรือจะเรียกได้ว่า ว่ายไปเจออะไรก็กินได้หมด

นิสัย

ปลานิลมีนิสัยชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง (ยกเว้นเวลาสืบพันธุ์) มีความอดทนและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี จากการศึกษาพบว่าปลานิลทนต่อความเค็มได้ถึง 20 ส่วนในพัน ทนต่อค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ได้ดีในช่วง 6.5-8.3 และสามารถทนต่ออุณหภูมิได้ถึง 40 องศาเซลเซียส แต่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส พบว่าปลานิลปรับตัวและเจริญเติบโตได้ไม่ดีนัก ทั้งนี้เป็นเพราะถิ่นกำเนิดเดิมของปลาชนิดนี้อยู่ในเขตร้อน
การสืบพันธุ์

ปลานิลสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปี โดยใช้เวลา 2-3 เดือนต่อครั้ง แต่ถ้าอาหารเพียงพอและเหมาะสม ในระยะเวลา 1 ปี จะผสมพันธุ์ได้ 5-6 ครั้ง โดยตัวผู้จะใช้บริเวณหน้าผากดุนที่ใต้ท้องของตัวเมีย เพื่อเป็นการกระตุ้นและเร่งเร้าให้ตัวเมียวางไข่ ปลาตัวเมียจะวางไข่ออกมาครั้งละ 10 หรือ 12 ฟอง ในขณะเดียวกันปลาตัวผู้ก็จะว่ายคลอคู่เคียงกันไปพร้อมกับปล่อยน้ำเชื้อผสม กับไข่นั้น ทำอยู่เช่นนี้จนกว่าการผสมพันธุ์จะแล้วเสร็จ

ไข่ที่ได้รับการผสมกับน้ำเชื้อแล้วปลาตัวเมียจะเก็บไว้ฟัก โดยวิธีอมไข่เข้าไว้ในปาก แล้วว่ายออกจากรังไปยังบริเวณก้นบ่อที่ลึกกว่า ส่วนตัวผู้ก็จะคอยหาโอกาสเวียนว่ายไปเคล้าเคลียกับตัวเมียอื่น ๆ ต่อไป แม่ปลานิลจะอมไข่ไว้ในปากเป็นเวลา 4-5 วัน ไข่จะเริ่มฟักออกเป็นตัว ลูกปลาที่ฟักออกเป็นตัวใหม่ ๆ จะอาศัยอาหารจากถุงอาหารธรรมชาติซึ่งติดอยู่ที่ท้อง ขณะเดียวกันแม่ปลายังคงต้องอมลูกปลาอยู่ต่อไป จนกระทั่งถุงอาหารธรรมชาติของลูกปลายุบหายไป

หลังจากฟักออกเป็นตัวแล้วประมาณ 3-4 วัน แม่ปลาก็จะคายลูกปลาให้ว่ายออกมาจากปาก ลูกปลาในระยะนี้สามารถกินอาหารจำพวกพืชและไรน้ำเล็ก ๆ ซึ่งมีอยู่ในน้ำ โดยจะว่ายวนเวียนอยู่ที่บริเวณหัวของแม่ปลา และจะเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในช่องปากเมื่อต้องการหลบหลีกอันตราย โดยลูกปลาจะเข้าทางปากหรือช่องเหงือก หลังจากลูกปลามีอายุ 1 สัปดาห์ จึงจะเลิกหลบเข้าไปซ่อนในช่องปากของแม่ แต่แม่ปลาก็ยังคอยระวังศัตรูให้ โดยว่ายวนเวียนอยู่ใกล้บริเวณที่ลูกปลาหาอาหารกินอยู่ ปลานิลจะรู้จักวิธีหาอาหารกินได้เองเมื่อมีอายุได้ 3 สัปดาห์ และมักจะว่ายกินอาหารรวมกันเป็นฝูง
การพัฒนาสายพันธุ์

    ปลานิลแดง เป็นการพัฒนาสายพันธุ์จากปลานิลธรรมดา ๆ ของศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดของจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดขอนแก่น โดย ดร.ปกรณ์ อุ่นประเสริฐ ได้ปลาที่มีลักษณะเป็นปลาที่มีสีขาวอมแดง จึงขึ้นทูลเกล้าฯถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และได้รับการพระราชทานนามว่า "ปลานิลแดง" มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522

    ปลาทับทิม เป็นการพัฒนาสายพันธุ์โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ บริษัท ซีพี ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน จนได้ปลานิลสายพันธุ์ใหม่ที่อดทน สามารถเลี้ยงได้ดีในน้ำกร่อยได้ เนื้อแน่นมีรสชาติอร่อยกว่าปลานิลธรรมดา เนื่องจากมีสีขาวอมแดงเรื่อ ๆ คล้ายทับทิม จึงได้รับการพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า "ปลาทับทิม"

    ปลานิลซูเปอร์เมล หรือ ปลานิลเพศผู้ GMT เป็นการพัฒนาสายพันธุ์จนได้ปลาเพศผู้ทั้งหมด โดยทำการดัดแปลงโครโมโซม ซึ่งปลานิลซูเปอร์เมลให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าปลานิลทั่วไป



  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ไขข้องงเกี่ยวกับทางม้าลาย

ไขข้องงเกี่ยวกับทางม้าลาย




สัญลักษณ์ของทางลายขาว-ดำ ที่มีไว้สำหรับให้คนข้ามถนน หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า 'ทางม้าลาย' นั้นแท้จริงแล้วในตอนแรกหาได้เป็นสีขาวกับสีดำอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันไม่

เดิมทีแถบสีสัญลักษณ์ของทางคนข้ามนี้เคยเป็นสีน้ำเงินและสีเหลืองมาก่อน โดยมีการนำมาใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรก (หลังทำการทอดลองใช้แล้ว) ตามท้องถนนของประเทศอังกฤษราว 1,000 จุด เมื่อปี 1949 เพื่อบ่งบอกให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทราบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นทางที่อนุญาตให้คนสามารถข้ามถนนได้

แต่ก่อนนั้น สัญลักษณ์ของทางข้ามนี้จะอยู่คู่กับ 'เสาโคมไฟสัญญาณบีลิสชา' ซึ่งถือกำเนิดมาก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ปี 1934 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสัญญาณให้พาหนะที่สัญจรอยู่บนท้องถนนหยุดวิ่งชั่วขณะเพื่อให้คนที่อยู่สองข้างทางได้เดินข้ามถนนอย่างปลอดภัย โดยพาหนะต่างๆ จะหยุดก็ต่อเมื่อโคมไฟสัญญาณบีลิสชาซึ่งมีสีส้มส่องสว่างขึ้น

ต่อมา เลสลี ฮอร์น บีลิสชา รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมแดนผู้ดี ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มไอเดียนำโคมไฟสัญญาณดังกล่าวมาติดตั้งก็คิดว่าน่าจะมีการเพิ่มสัญลักษณ์ที่เป็นแถบสีบนพื้นถนนบริเวณที่มีการติดตั้งโคมไฟสัญญาณเพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเห็นได้เด่นชัดมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ สัญลักษณ์ของทางข้ามที่มีแถบสีจึงถือกำเนิดขึ้น

จากนั้นก็มีการทดลองใช้สีขาว-แดง และสีขาว-ดำ ทาเป็นสัญลักษณ์ แล้วในปี 1951 สัญลักษณ์ของทางข้ามที่เป็นแถบสีขาว-ดำก็ถูกนำมาใช้คู่กับโคมไฟสัญญาณบีลิสชาอย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมกับได้รับการขนานนามว่า 'ทางม้าลาย' เนื่องจากมีลักษณะเหมือนลายของม้าลายนั่นเอง

ต่อมาอังกฤษได้นำไอเดียดังกล่าวไปใช้กับประเทศอาณานิคมของตัวเอง เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น ทางม้าลายจึงกลายเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก และกลายเป็นเครื่องหมายจราจรที่เป็นสากลไปโดยปริยาย

แหล่งอ้างอิง :http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php/topic,2801.0.html

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การกำเนิดของยาสีฟัน

การกำเนิดของยาสีฟัน




 ยาสีฟันถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในสมัยอียิปต์โบราณ โดยยาสีฟันในสมัยทำจากการผสมวัตถุดิบธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นส่วนผสม ได้แก่

    • เกลือป่น
    • พริกไทยป่น
    • ใบมินต์
    • และดอกไม้ต่างๆ

        ในสมัยโรมันมีการคิดค้นสูตรยาสีฟันของตัวเองขึ้นมาใหม่ ซึ่งออกแนวค่อนข้างแปลกประหลาดเพราะใช้ปัสสาวะของมนุษย์เป็นส่วนผสมหลัก โดยชาวโรมันเชื่อว่าแอมโมเนียที่อยู่ในปัสสาวะอาจจะช่วยให้ฟันขาวสะอาดขึ้น

        ต่อมาช่วงราวศตวรรษที่ 18ยาสีฟันตำรับอเมริกันที่ใช้ขนมปังเผาเป็นวัตถุดิบก็ได้ถือกำเนิดขึ้น นอกจากนั้น ในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีการคิดค้นสูตรที่เรียกว่า "เลือดมังกร", "ซินนามอน" และ "สารส้มเผา" ขึ้นด้วย

        อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสีฟันของผู้คนทั่วไปยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 19 เดิมทีคนส่วนใหญ่จะแปรงฟันด้วยน้ำเปล่า แต่ต่อมากระแสความนิยมของยาสีฟันประเภทผงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น คนส่วนใหญ่จะใช้ยาสีฟันที่ทำขึ้นเอง ซึ่งโดยมากยาสีฟันในสมัยนั้นจะทำจากผงช็อล์ค ผงอิฐ และเกลือ

        ในปี 1866 สารานุกรมเอนไซโคลพีเดียแนะนำให้ใช้ผงถ่านแทน ต่อมาในปี 1900 ได้เริ่มมีการผลิตยาสีฟันแบบเหลวที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ และเบรกกิงโซดา สำหรับส่วนผสมประเภทฟลูออไรด์ได้รับการเติมลงไปในยาสีฟันครั้งแรกในปี 1914

        ในช่วงศตวรรษที่ 19 ยาสีฟันแบบเหลวยังคงได้รับความนิยมน้อยกว่ายาสีฟันแบบผงจนกะทั่งถึงช่วงสงครามโลกครั้ง 1 ทั้งนี้ บริษัทคอลเกตถือเป็นผู้ผลิตเจ้าแรกที่คิดค้นยาสีฟันแบบหลอดบีบขึ้นมาเมื่อปี 1896 และลักษณะเช่นนี้ก็ยังคงมีใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน

แหล่งอ้างอิง :http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php/topic,2796.0.html

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การออกสลากกินแบ่งฯ

การออกสลากกินแบ่งฯ




การออกสลากกินแบ่งฯ ในประเทศไทยตามประวัติความเป็นมาได้เริ่มมีขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยมีฝรั่งชาวอังกฤษชื่อ ครูอาลบาสเตอร์เป็นผู้นำลักษณะการออกรางวัลสลากแบบยุโรปมาเผยแพร่เป็นคนแรก โดยเรียกว่า "ลอตเตอรี่" โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมทหารมหาดเล็กออกลอตเตอรี่เป็นครั้งแรกใน ประเทศ ไทย เมื่อปี พ.ศ. 2417 เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเหลือ พ่อค้าต่างชาติที่นำสินค้ามาร่วมแสดงในการจัดพิพิธภัณฑ์ที่ตึกคองคาเดีย ในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ.2466 ได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ออก "ลอตเตอรี่เสือป่าล้านบาท" เพื่อหารายได้บำรุงกองเสือป่าอาสาสมัครโดยพิมพ์ จำนวน 1 ล้านฉบับ จำหน่ายฉบับละ 1 บาท

ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยออกสลากกินแบ่งบำรุงเทศบาลโดยกำหนด ว่า หากเดือนใดเป็นเดือนที่ออกสลากกินแบ่งรัฐบาล เดือนนั้นให้งดจำหน่ายสลากกินแบ่งของเทศบาล โดยเริ่มจำหน่ายงวดแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2478 แล้วออกสลากเดือนเมษายน พ.ศ. 2479 โดยพิมพ์จำนวน 500,000 ฉบับ ๆ ละ 1 บาท และได้มีการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากบำรุงเทศบาลเรื่อยมา

ในปี พ.ศ. 2482 ซึ่งถือเป็นยุคที่สลากกินแบ่งรัฐบาลเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้โอนกิจการสลากกินแบ่ง รัฐบาล และสลากบำรุงเทศบาล มาสังกัดกระทรวงการคลัง และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้น โดยมีพระยาพรหมทัตศรีพิลาส เป็นประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2482 ในวันดังกล่าวจึงถือเป็นวันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจนปัจจุบัน

และการออกสลากกินแบ่ง รัฐบาลก็ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 ได้มีการออกพระราชบัญญัติสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้น กำหนดให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นนิติบุคคล และเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง..


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

งูกลัวมะนาวและเชือกกล้วย จริงหรือไม่?

งูกลัวมะนาวและเชือกกล้วย จริงหรือไม่?



หลาย ๆ คนมีความเชื่อว่า งูกลัวมะนาวและเชือกกล้วย แต่เปล่าเลยครับ  ขอบอกก่อนเลยว่าเป็นความเชื่อที่ผิด

จากการสอบถามสัตวแพทย์ด้านงู ได้คำตอบว่า “ไม่จริง” เป็นความเชื่อล้วนๆ เพราะความจริงแล้ว งูไม่กลัวมะนาวและเชือกกล้วยแต่อย่างใด แม้แต่ต้นมะนาวก็ยังเคยมีงูขึ้นไปเลื้อยหน้าตาเฉย สันนิษฐานว่าคนโบราณอาจจะพกมะนาวเอาไว้เป็นกระสุนขว้างปางูมากกว่า ส่วนเชือกกล้วย ยิ่งเวลาถูกน้ำก็ยิ่งเหนียว ส่วนเชือกชนิดอื่นจะยิ่งลื่น แต่ไม่เกี่ยวกับงูกลัวเชือกกล้วย

เวลาที่ต้องเข้ารกเข้าพงหรือเดินป่า ควรแต่งกายมิดชิด รัดกุม สวมรองเท้าบู๊ตและหาไม้เคาะพื้นเพื่อทำให้เกิดการสั่นสะเทือน เมื่องูรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนก็จะเลื้อยหนีไปเองหรือปรากฏตัวให้เราเห็น เราก็เลี่ยงทางนั้นไป

จงจำไว้ว่า การส่งเสียงดังไล่งูก็ไม่เป็นผลเลยเพราะงูไม่มีหู มันจึงไม่ได้ยินเสียง! การแสดงของแขกที่เป่าขลุ่ยหรือปี่เรียกงูให้ขึ้นมาจากตะกร้านั้น ความจริงแล้ว งูมันจ้องดูขลุ่ยหรือเข่าของนักเป่าปี่ที่เคลื่อน ไหวส่ายไปมานั่นเอง

สิ่งที่ควรทำเวลาเผชิญหน้ากับงู คือ “มีสติ” ยืนนิ่งๆ ไม่ต้องวิ่งหนี ยกเว้นงูกะปะและงูเขียวหางไหม้ เพราะงู 2 ชนิดนี้ ระหว่างตาและจมูกมีร่องจับความร้อน ดังนั้น เมื่อเจองูให้ยืนนิ่งๆ เข้าไว้ งูจะไปเอง แต่ถ้างูไม่หลบ เราก็ต้องค่อยๆ ก้าวถอยออกมาให้พ้นระยะอันตราย

ในกรณีที่งูสู้คน ส่วนใหญ่มักจะเป็นการที่คนไปบุกรุกอาณา เขตของงูก่อน เช่น งูจงอางก็อาจจะชาร์ตเข้ามาหาคนเพื่อเป็นการป้องกันตัวของงู

งูส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่ไล่กัดคน ไม่เหมือนงูบางชนิดในแอฟริกา เช่น แบล็กมัมบา (Black Mamba) หรือกรีนมัมบา (Green Mamba) นอกจากนี้ การใช้สารเคมี เช่น กำมะถันหรือปูนขาวก็ใช้ไม่ได้ผลกับงู

สำหรับวิธีการป้องกันไม่ให้มีงูเลื้อยเข้าไปในบ้าน คือ ไม่ให้มีอาหารของงูอยู่ในบ้านและไม่ให้มีที่รกๆ เป็นที่หลบซ่อนตัว เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วให้เก็บมิดชิด ไม่อย่างนั้น แมลงจะเข้ามาตอมซึ่งแมลงเป็นอาหารของกบ เขียด อึ่งอ่าง และสัตว์อย่างกบ เขียด อึ่งอ่างก็เป็นอาหารจานโปรดของงู ดังนั้น ถ้ามีอาหารงู งูก็จะตามเข้ามา ชาวสวนชาวนาที่นอนตามพื้นบ้านก็มีโอกาสที่จะถูกงูกัดได้เพราะงูตามกบ เขียดเข้าไปในบ้านและคนก็อาจจะพลิกตัวนอนทับงูได้ จึงถูกงูกัด

นอกจากนี้ การปลูกต้น “เสลดพังพอน” ก็ไม่ได้กันงูได้ตามชื่อและความเชื่อเพราะเวลางูประจันหน้ากับพังพอนเข้า จริงๆ หากงูมีโอกาสเป็นฝ่ายทำก่อน พังพอนก็จะตกเป็นอาหารของงู แต่ถ้าพังพอนเป็นฝ่ายได้เปรียบ งูก็จะกลายเป็นอาหารของพังพอนไป

หากเด็กๆ พบเห็นงู นอกจากทำตามคำแนะนำที่บอกไว้แล้ว ให้รีบแจ้งผู้ปกครองหรือครูเพื่อให้ผู้ใหญ่แจ้งขอความช่วยเหลือจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตำรวจ อาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่สำนักงานเขต ให้มาช่วยจับงู




  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

วิธีการต่างๆเกี่ยวกับเครื่องทำน้ำอุ่น

วิธีการต่างๆเกี่ยวกับเครื่องทำน้ำอุ่น



กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตือนประชาชนเลือกใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย สวิตซ์และส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่องเป็นชนิดกันน้ำ โดยให้ช่างผู้ชำนาญการมาติดตั้งสายดินกับเครื่องทำน้ำอุ่น และเครื่องตัดกระแสไฟฟ้ารั่วเป็นอุปกรณ์เสริม พร้อมทั้งหมั่นตรวจสอบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ หากชำรุดให้แจ้งช่างผู้ชำนาญการมาซ่อมแซมทันที

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า สภาพอากาศที่หนาวเย็นในระยะนี้ ทำให้คนนิยมอาบน้ำจากเครื่องทำน้ำอุ่นมากขึ้น แต่เนื่องจากเครื่องทำน้ำอุ่นมีกลไกการทำงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำและไฟ หากเลือกซื้อติดตั้งหรือใช้งานอย่างไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้ เพื่อความปลอดภัยกรมป้องกันและบรรเทา

สาธารณภัย ขอแนะนำข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

การเลือกซื้อ
ไม่ซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นมือสองหรือเครื่องราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้งาน เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายขณะใช้งานได้ มีถังเก็บน้ำภายในเครื่อง ฉนวนหุ้ม และระบบตัดไฟ เลือกใช้สวิตซ์และส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่องที่เป็นชนิดกันน้ำ มีฝาหน้าเป็นพลาสติกและฝาหลังเป็นโลหะ เพราะหากกระแสไฟฟ้ารั่ว กระแสไฟจะไหลผ่านน็อต หรือสกรูที่ยึดฝาหลังกับผนังปูน จะช่วยลดอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว ตลอดจนมีคู่มือการใช้งาน ใบรับประกันคุณภาพ พร้อมเครื่องหมายรับรองคุณภาพจาก มอก.

การติดตั้ง
ให้ช่างไฟฟ้าที่มีความชำนาญดำเนินการติดตั้งหรือโยกย้าย เลือกใช้สายดินและสายไฟที่มีขนาดเหมาะสมกับเครื่องทำน้ำอุ่น ติดตั้งเครื่องป้องกันไฟฟ้าดูด ตัวตัดไฟฟ้าหรือเบรกเกอร์ เพราะหากกระแสไฟฟ้ารั่ว จะได้ไหลลงดินได้อย่างรวดเร็ว

จุดที่ติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นต้องอยู่ในระดับสูงกว่าฝักบัว ตำแหน่งสวิตซ์ไฟไม่อยู่ใต้หม้อต้มน้ำร้อน เพราะหากหม้อต้มน้ำร้อนรั่ว น้ำจะหยดลงสวิตซ์ไฟและไหลเข้าเครื่องทำน้ำอุ่น ทำให้ถูกไฟฟ้าดูดได้

การใช้งาน
ไม่งอหรือพับสายฝักบัว เพราะจะทำให้สายฝักบัวชำรุด จนเป็นสาเหตุให้กระแสไฟฟ้ารั่ว ไม่ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะหากฟ้าผ่ากระแสไฟจะไหลมาตามสายไฟ ทำให้ถูกไฟฟ้าดูดเสียชีวิต เมื่อใช้งานเสร็จควรปิดสวิตซ์ไฟทันที

การตรวจสอบ
ให้ช่างผู้ชำนาญการมาตรวจสอบสภาพเครื่องทำน้ำอุ่นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเครื่องที่มีอายุการใช้งานยาวนาน กรณีตรวจพบความผิดปกติ ให้แจ้งศูนย์บริการหรือช่างผู้ชำนาญการมาดำเนินการซ่อมแซม 



  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กระจกหรือแก้วต่างๆทำมาจากทำมาจากอะไร

กระจกหรือแก้วต่างๆทำมาจากทำมาจากอะไร




ด้วยเหตุนี้ จึงมักเชื่อกันว่ากระจกหรือแก้วต่างๆทำมาจากเม็ดทรายแต่ทว่าการนำ ซิลิกา ที่มีอยู่ในเม็ดทรายมาทำเป็นแก้วหรือกระจกนั้นไม่สามารถใช้ไฟหรือความร้อนในระดับธรรมดามาหลอมละลายให้ซิลิกากลายเป็นกระจกได้ จะต้องใช้ความร้อนสูงเป็นพิเศษในการหล่อหลอม เนื่องจาก ซิลิกาเป็นแร่ธาตุที่มี คาสิโนแกร่ง จึงมีจุดหลอมเหลวสูงมาก การจะทำให้ซิลิกาถึงจุดหลอมเหลวได้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น จึงมีผู้คิดค้นวิธีที่จะทำให้ซิลิกาอ่อนตัวลงก่อนที่จะนำไปหลอมด้วยความร้อน นั่น คือ การใช้“โซดา” ซึ่งเป็นสารประกอบของโซเดียม ผสมรวมกับซิลิกาก็จะทำให้ซิลิกาอ่อนตัวลงก่อนจะนำไปหลอมทำเป็นแก้วหรือเป็น กระจกต่อไป หลังจาก ซิลิกาถูกหลอมเหลว โมเลกุลของคาสิโนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้เมื่อเย็นลงจึงมีลักษณะใสไม่ขุ่นขาวเหมือนเช่นตอนที่เป็นซิลิกาก่อน หลอมละลาย

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผลิตกระจกมีความก้าวล้ำอย่างมาก ทำให้ทุกวันนี้มีผู้ประกอบการกระจกหลายรายได้มีการคิดค้นพัฒนาส่วนผสมที่ใช้ในการผลิตกระจกให้คุณภาพสูง มีความทนทานมากกว่า เพื่อให้กระจกมีคุณสมบัติสำหรับใช้งานแตกต่างกัน เช่น กระจกกันความร้อนหรือคาสิโน กระจกกันกระสุนเป็นต้น

นอกจากนี้  การนำเอาแก้วที่กำลังหลอมละลายมายืดออกให้เป็นเส้นใยเล็กๆคล้ายด้าย แล้วนำไปผสมเข้ากับพลาสติกรีดให้เป็นแผ่น จะทำให้ได้วัสดุที่เรียกว่า“ไฟเบอร์กลาส (Fiber Glass)” หรือวัสดุใยแก้ว มีความทนทานดีเยี่ยม มักนิยมไปทำลำเรือหรือสิ่งต่างๆที่ต้องการความทนทาน เพราะ ไม่แตกหักง่าย โดยไฟเบอร์กลาสคุณภาพดีบางชนิดจะมีความทนทานยิ่งกว่าเหล็กเสียอีก เนื่องจาก ไม่แข็งกระด้าง ให้ความยืดหยุ่นสูง จึงไม่ก่อให้เกิดการแตกหักได้ง่าย

แหล่งอ้างอิง :http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?PHPSESSID=8af95bdf1a52d57f71af736ecafc2b1f&topic=3172.0

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เรื่องเกี่ยวกับแก๊สติดรถยนต์

เรื่องเกี่ยวกับแก๊สติดรถยนต์



  ปัจจุบันทางออกของสภาวะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในยุคนี้ ทำให้หลายคนถวิลหาพลังงานทางเลือกที่มีราคาถูกกว่าอย่างเช่นแก๊ส ที่คนจำนวนไม่น้อยคุ้นเคยมันอย่างดี ไม่ว่าจะเป้นแก๊ส LPG ที่บรรดาคนขับรถยนต์แท็กซี่เติมใช้กันมานานนับ 10 ปี หรือจะทางเลือกใหม่กับ CNG ไม่ ว่าอะไรก็ช่วยให้คนที่ต้องการความประหยัดและคุ้มค่าในการเดินทางไปยังจุด หมายต่างๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้

      แม้พลังงานทางเลือกอย่าง “แก๊ส” จะให้ความคุ้มค่าในการใช้งาน แต่เราก็ควรตระหนักว่า เมื่อมีข้อดีเป็นธรรมดาในทางกลับกันมันก็จะต้องมีผลเสียตามมา ซึ่งในหลายๆ เหตุผลต่างๆนานา อาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงก็เป็นไปได้

เครื่องยนต์จะสึกหรอเร็วกว่าปกติ

      เราเชื่อว่าเรื่องความเสียหายของเครื่องที่ เกิดจากการใช้แก๊สก๊าซติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน คงเป็นเรื่องที่คอประหยัดส่วนใหญ่คงจะทราบกันดี แม้จะมีเสียงจากกลุ่มผู้ใช้ก๊าซว่าสามารถทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้สมบูรณ์ กว่าระบบน้ำมันด้วยซ้ำ แถมยังมีค่าออกเทน โดยเฉลี่ยสูงกว่า 105 อยู่เป็นทุนเดิม ทำให้บางคนมักเข้าใจผิดว่า รถติดแก๊สแล้วจะวิ่งดีกว่าน้ำมัน

      ความจริงเรื่องแก๊สกับการทำงานเครื่องยนต์ นั้น สาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์มีการสึกหรอเร็วกว่าปกตินั้น ก็มีสาเหตุมาจากการเผาไหม้ภายในห้องเผาไหม้ ที่แก๊สแม้จะมีค่าออกเทนหรือที่ศัพท์ในวงการอุตสาหกรรมปิโตเลียมเรียกว่า "อีเนอจีเชน" มากกว่าน้ำมันในระดับพรีเมี่ยมออกเทน 95 แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็ไม่พ้นลักษณะการเผาไหม้

      ด้วยความที่มันมีคุณสมบัติเป็นก๊าซนี่เองก็ เลยทำให้การเผาไหม้ที่เกิดขึ้นในห้องเผาไหม้ เป็นการเผาไหม้แห้ง สังเกตได้จากระบบแก๊สมักถูกต่อร่วมกับระบบดูดอากาศไปใช้งาน ส่งผลให้ค่าเสียดทานของอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเช่นวาล์วหรือตัวลูกสูบมีมากกว่า และเมื่อมีการเสียดทานสิ่งที่ตามมาก็คือ ความร้อน ซึ่งนี่เป็นตัวการที่ทำให้เครื่องยนต์มีอัตราการสึกหรอเร็วขึ้นกว่าปกติ โดยเฉลี่ย 1.5 เท่า เลยทีเดียว และสามารถยืนยันได้จากคำแนะนำของท่านผู้เชี่ยวชาญทางพลังงานแก๊ส ที่มักให้เปลี่ยนน้ำมันเกรดธรรมดาที่สามารถใช้ได้ถึง 5000 กิโลเมตร ในระยะที่ 4000 กิโลเมตร

แก๊สไม่ได้ทำให้รถประหยัดขึ้น

      อีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่คอประหยัดหลายคนมองข้ามไปว่าการติดแก๊สความจริงแล้ว ไม่ได้ช่วยให้เครื่องยนต์ของคุณมีสมรรถนะการทำงานดีขึ้น ซึ่งส่งผลทำให้รถสามารถวิ่งได้ไกลขึ้นหรือมีอัตราเฉลี่ยใช้พลังงานน้อยลง เมื่อเทียบกับอัตราการเดินทางที่เกิดขึ้นจริง

      ความจริงแล้วการติดแก๊สให้กับรถคู่ใจของคุณนั้น เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงค่าพลังงานที่สูงเมื่อเทียบกับราคาก๊าซที่ถูกว่ากัน ครึ่งต่อครึ่ง หรืออาจจะถูกกว่าถึง 2 ใน 3 ของราคาน้ำมันที่ขายกันอยู่ตามปั้ม

      อันที่จริงแล้วเมื่อติดแก๊สเครื่องยนต์ไม่ได้วิ่งดีขึ้นหรือมีอัตราความ ประหยัดของเครื่องยนต์มากขึ้นอย่างที่คุณหวังเอาไว้ เพียงแต่เมื่อหันไปใช้พลังงานจากแก๊สแล้วค่าใช้จ่ายที่คุณต้องควักเงินออก จากกระเป๋าต่อหน่วยพลังงานนั้นจะน้อยลง และหากใครใช้รถแก๊สกันอยู่ คงจะพอรู้ว่าแก๊สเต็มปริมาตร 1 ถัง จะวิ่งได้น้อยกว่าน้ำมันประมาณ 100-200 กิโลเมตรเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากพูดแล้วคุณอาจจะต้องเติมแก๊สมากกว่าน้ำมันเสียอีก แม้จะราคาถูกกว่าก็ตามเถอะ

แก๊สทำให้คุณตายผ่อนส่งโดยไม่รู้ตัว

      หลายคนที่ติดแก๊สมัก จะคิดว่าแก๊สไม่น่าจะมีผลอะไรต่อสุขภาพเมื่อดูจากการติดตั้งที่เราจะเห็นได้ ถึงความปลอดภัยมั่นใจได้ แถมมีวิศวกรเซ็นใบรับรองอีกต่างหาก ทว่าสิ่งที่หลายคนลืมตระหนักนึกถึงไปยังมีอีกมาก และหนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างสุขภาพด้วยสิ เพราะ แก๊สไม่ได้แค่ติดไฟได้แต่ยังมีอันตรายต่อสุขภาพด้วย

     จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวัตถุอัตรายและเคมีภัณฑ์ ภายใต้หน่วยงานกรมควบคุมมลพิษ ให้ข้อมูลถึงอันตรายของก๊าซที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพว่าCNG หรือก๊าซธรรมชาติ ที่บางคนอาจจะรู้จักในนาม NGV นั้น หากสูดดมหายใจเข้าไปสะสมเป็นปริมาณมากๆ จะก่อให้เกิดอาการหายใจติดขัดอย่างรุนแรง, ปวดศีรษะ, วิงเวียน และอาจหมดสติได้ และหากสัมผัสถูกตาอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

      ในขณะที่ก๊าซยอดฮิตตลอดกาลอย่าง LPG ก็ มีผลกระทบไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเริ่มจาก การหายใจเข้าไป อาจจะเป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดการกระตุกสั่น ปวดและเวียนศีรษะ เซื่องซึม สายตาพร่ามัว เมื่อยล้า อาการชักกระตุกอย่างแรง หมดสติ ไม่รู้สึกตัว อาจหยุดหายใจทันทีและถึงแก่ความตาย หากสัมผัสโดยตรงทางผิวหนัง จะทำให้เนื้อเยื่อตาย เช่นเดียวกับการสัมผัสถูกตาก็จะให้ผลเช่นเดียวกันและอาจทำให้ตาบอดได้

     แม้ในความเป็นจริงคงไม่มีใครนึกอยากสูดก๊าซพวกนี้เข้าไป แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เราเข้าไปเติมก๊าซเราก็มักจะได้กลิ่นของ มัน อันหมายถึงว่าเราสูดดมไปโดยไม่รู้ตัว แม้จะเป้นในปริมาณที่น้อย แต่หากเราต้องเข้าไปเติมกันบ่อยๆมันก็น่าคิดใช่ไหมล่ะ?? แถมเกิดก๊าซรั่วหรือใครที่จูนแก๊สหนาๆ จนมีกลิ่นเข้ามาในห้องโดยสาร อันนี้ควรรีบตรวจสอบให้ดี

แก๊สทำให้รถคุณไร้ค่า

     เมื่อถึงเวลาต้องก้าวต่อไปสู่อนาคตที่ดีกว่า คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะขายรถคันเดิมเพื่อซื้อคันใหม่ที่ให้ความสะดวกสบาย มากกว่า ความจริงแล้วมันก็เป็นเพียงเรื่องธรรมดา แต่เมื่อไรที่คุณเลือกที่จะขายรถติดแก๊สคันโปรดคู่ใจแล้ว บรรดาคนซื้อทั้งหลายโดยเฉพาะเต๊นท์ก็มักจะกดราคาด้วยข้ออ้างเพียงว่า “มันเป็นรถแก๊ส”

     ทั้งที่จริงแล้วข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้นสำหรับผู้เป็นเจ้าของรถ แต่จากที่ทางทีมงานได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในวงการไฟแนนซ์ชั้นนำ ก็เลยทำให้ได้ทราบว่า ที่บรรดาเต๊นท์ต่างกดราคาและขยาดในการรับซื้อรถติดแก๊สไปขายนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากสถาบันการเงินที่คนที่อยากซื้อรถส่วนมากต้องยื่นขอสินเชื่อ นั่นเอง

     เป็นที่น่าแปลกว่าบรรดากลุ่มสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อเหล่านี้ พวกเขาต่างก็เข็ดขยาดกับรถยนต์ติดแก๊ส แม้จะไม่มีทางทราบได้เลยว่า ไฉนรถติดแก๊สถึงได้ดูถูกดูแคลนมากมายถึงขนาดบางแห่ง ปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อสำหรับรถติดแก๊ส หรือไม่ก็ต้องมีการค้ำประกันเพิ่มเติมเช่นโฉนดที่ดิน เพื่ออะไรเราก็มิอาจทราบ แต่เราคาดว่าในสายตาของบรรดาสถาบันการเงิน คงมองว่า การใช้รถติดแก๊สนั้นมีความเสี่ยง!!! ผู้ใช้อาจมีสิทธิ์เสียชีวิตได้สูงกระมัง

แก๊สอาจจะทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่

      ข้อนี้เป็นเรื่อง แปลกแต่จริงที่ทีมงานได้มีโอกาสพูดคุยกับนักกฏหมายที่คร่ำวอดในการว่าความ คดีต่างๆ ซึ่งเขาได้เล่าให้เราฟังถึงคดีจราจรเคสหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องราวระหว่างรถยนต์ติดแก๊สกับรถยนต์ธรรมดาเฉี่ยวชนกันตามภาษา การจราจรวุ่นวายในบ้านเรา ทีแรกก็เป็นคดีปกติแถมรถแก๊สเป็นฝ่ายถูกด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนเรื่องเล็กจะเป็นเรื่องใหญ่เมื่อรถติดแก๊สเกิดเหตุเพลิงไหม้และ วอดกลายเป็นเถ้าถ่านในที่สุด

     เรื่องมันกับตาลปัตรตรงที่ความจริงแล้วจากสถานการณ์รถแก๊สน่าจะต้องได้รับ การชดใช้ค่าเสียหายจากคู่กรณีเป็นเงินจำนวนมากอยู่ ทว่าพอคดีเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอน เนื่องจากยอมความกันไม่ได้ กลับกลายเป็นว่าเจ้าของรถติดแก๊สนั้น ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนคู่กรณี เนื่องจากมีการพิจารณาแล้วเห้นพ้องว่า ทำให้อีกฝ่ายตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต สรุปว่า เจ้าของรถแก๊สซวย 2 ต่อ ไหนรถจะไม่มีขับแถมต้องจ่ายเงินให้คู่กรณีอีกต่างหาก เคราะห์ดีว่ารถมีประกันภัยไม่งั้นมีหวังกระเป๋าฉีกแน่ๆ

     เหตุผลทั้ง 5 ข้อ ที่วันนี้เรานำมาเล่าสู่กันฟังอาจเป็นเพียงเรื่องเล็กในสายตาหลายๆคน แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรกับพลังงานทางเลือกอย่างแก๊ส ที่ชั่วโมงนี้แทบปฏิเสธไม่ได้ เราก็ควรจะศึกษามันให้ดีก่อนที่จะเสียเงินทำการใดๆ มิเช่นนั้นปัญหาที่คุณไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นกับคุณ




  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ประเทศไหนที่มีสาขา7-Elevenเยอะที่สุดในโลก

ประเทศไหนที่มีสาขา7-Elevenเยอะที่สุดในโลก



กลายเป็นแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกแล้ว สำหรับ 7-Eleven แต่ประเทศที่มีสาขามากที่สุดกลับอยู่ในเอชียไม่ใช่ยุโรป

เซ เว่น อีเลฟเว่น ถือกำเนิดขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2470 โดย บริษัท เซาท์แลนด์ ไอซ์ จำกัด (เซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น) เริ่มต้นกิจการผลิต และจัดจำหน่ายน้ำแข็ง ที่เมืองดัลลัส มลรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ในปีเดียวกัน ทางบริษัทฯ ได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ มาจำหน่าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Tote'm Store ต่อมาในปี พ.ศ. 2489 ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้ง เป็น เซเว่น-อีเลฟเว่น (7-Eleven) เพื่อรองรับการขยายกิจการนี้ ซึ่งในระยะแรก เปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น. ของทุกวัน อันเป็นที่มาของชื่อ เซเว่น อีเลฟเว่น นั่นเอง

ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1980 บริษัทเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน และได้รับความช่วยเหลือจากอิโต-โยคะโดซึ่งเป็นผู้ซื้อแฟรนไชส์รายใหญ่ที่สุด บริษัทญี่ปุ่นมีอำนาจควบคุมบริษัทในปี พ.ศ. 2534 ในปี พ.ศ. 2548 อิโต-โยคะโดก่อตั้งบริษัทเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์และเซเว่น อีเลฟเว่นก็กลายเป็นบริษัทลูกของเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ตั้งแต่นั้นมา

ในส่วนของประเทศไทย แฟรนไชส์ เซเว่น อีเลฟเว่น บริหารโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ.ซีพี ออลล์ (เดิมคือ บมจ. ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น) บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยได้ลงนามในสัญญา ซื้อสิทธิการประกอบกิจการ จากเจ้าของสิทธิ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531

เซ เว่น อีเลฟเว่น สาขาแรกในประเทศไทย คือ สาขาถนนพัฒน์พงศ์ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนพัฒน์พงษ์ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2532 ปัจจุบันมีจำนวนสาขาประมาณ 6,600 สาขา (ข้อมูล สิงหาคม พ.ศ.2555 ปัจจุบัน 2556 คงมีเยอะกว่านี้แน่ๆ) เฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีมากกว่า 3,000 สาขา ซึ่ง ถือว่ามากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังถือเป็นร้านค้าปลีกที่มีเครือข่ายมากที่สุด โดยมียอดขายเฉลี่ย 65,000 บาท ต่อวันต่อสาขาซึ่งเป็นธุรกิจที่ำทำกำำไรดีต่อวันมากที่สุดของประเทศไทย

สำหรับประเทศที่มี 7-Eleven มากที่สุดคือ

อันดับ 10 ประเทศสิงคโปร์ มี 435 สาขา

อันดับ 9 ประเทศแคนาดา มี 462 สาขา

อันดับ 8 ประเทศสหรัฐอเมริกา มี 586 สาขา

อันดับ 7 ประเทศเม็กซิโก มี 969 สาขา

อันดับ 6 ประเทศมาเลเซีย มี 1,013 สาขา

อันดับ 5 ประเทศจีน มี 1,440 สาขา

อันดับ 4 ประเทศเกาหลีใต้ มี 1,995 สาขา

อันดับ 3 ประเทศไต้หวัน มี 4,800 สาขา

อันดับ 2 ประเทศไทย มี 6,600 สาขา

อันดับ 1 ประเทศญี่ปุ่น มี 12,105 สาขา




  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เม่น สามารถสลัดขนได้หรือไม่ ?

เม่น  สามารถสลัดขนได้หรือไม่ ?



เมื่อนึงถึงเม่น  หลายคนคงนึกถึงสัตว์ที่มีหนามแหลม ๆ เต็มตัวเต็มไปหมด  หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า  เม่น  สามารถสลัดขนได้หรือไม่ ?

        เม่นมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hystricomorpha  จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง  ที่อยู่ในอันดับสัตว์ฟันแทะ (Rodentia) เหมือนกับเช่นพวกกระรอก  และหนู  ซึ่งขนาดของเม่นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ะละสายพันธุ์   บางพันธุ์มีขนาดเล็ก  มีหางเป็นพวง  บางพันธุ์มีขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า เม่นใหญ่  โดยเม่นจะมีฟันหน้าที่แหลมคม    สามารถกัดแทะเปลือกไม้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ  ดังนั้นอาหารส่วนใหญ่ของเม่นจึงเป็นพวกเปลือกไม้  รากไม้  รวมถึงผลไม้  หรือผักต่าง ๆ ที่มักหล่นอยู่ตามพื้นดิน

       เม่นเป็นสัตว์ที่เคลื่อนที่ได้ช้า  และเป็นสัตว์หากินในตอนกลางคืน  ส่วนในตอนกลางวัน  เม่นจะหลบนอนพักอยู่ในรู  ในโพรง  ที่ขุดอยู่ตามพื้นดิน  ซึ่งเราแบ่งเม่นออกเป็น 2 กลุ่ม คือ  เม่นโลกเก่า และเม่นโลกใหม่

        เม่นโลกใหม่ จะชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้  พบในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้  ส่วนเม่นโลกเก่า  จะพบอยู่บริเวณตามพื้นดิน  พบได้ในทวีปแอฟริกาและเอเชีย

       ส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของเม่นนั้น  คงหนีไม่พ้น ขนสีขาว ๆ ที่ขึ้นอยู่บนตัว แต่ขนสีขาวนี้คงจะไม่เป็นลักษณะเด่นของเม่น   ถ้ามันไม่ ”แหลมคม”   จนทำให้สัตว์อื่นไม่กล้าเข้าใกล้

       หลายคนคงเคยได้ยินว่า  เม่นสามารถสลัดขนใส่ศัตรูหรือสัตว์ที่จะเข้ามาทำร้ายได้  แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นค่ะ   เม่นมีขนแหลมขึ้นปกคลุมร่างกายไว้เพื่อป้องกันตัวก็จริง  แต่ความจริงแล้ว  เม่นไม่สามารถสลัดขนได้   โดยปกติเมื่อเม่นพบศัตรู  หรือสัตว์ที่จะเข้ามาทำร้าย  เม่นจะหันหลังและวิ่งหนี  ในขณะเดียวกัน  เม่นจะทำให้ขนที่เป็นหนามแหลมตั้งขึ้น  และขยับกล้ามเนื้อทำให้ขนกระทบกันดังกราว ๆ  เพื่อเตือนให้ศัตรูไม่เข้ามาใกล้   

     แต่ถ้าศัตรูยังไม่หยุดไล่ล่า  และยังวิ่งไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด  เม่นจะหยุดวิ่งทันที  พร้อมกับตั้งขนที่เป็นหนามแหลมให้ตั้งชันขึ้น   เมื่อศัตรูที่วิ่งไล่มาหยุดไม่ทัน  จึงถูกขนเม่นที่แหลมคมตำถูกบริเวณหน้า  ตา  ปาก  ขา หลุดออกตัวเม่นติดไปกับศัตรู  ซึ่งขนเม่นเมื่อปักแน่นล้วจะไม่หลุดออกง่าย ๆ  และจะทำให้ศัตรูเสียชีวิตได้ในเวลาต่อมา
  
       ด้วยเหตุนี้ผู้คนเข้าใจผิด  คิดว่าเม่นสามารถสลัดขนใส่ศัตรูได้  แต่เนื่องจากเม่นเป็นสัตว์ที่เคลื่อนที่ได้ช้า  การที่เม่นมีขนที่เป็นหนามแหลมคมนี้  ก็มีไว้เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์อื่นที่จะเข้ามาทำร้าย  ซึ่งแท้จริงแล้ว  เม่นไม่สามารถสลัดขนใส่ศัตรูได้แต่อย่างใด



  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ที่มาของเพลง happy birthday to you

ที่มาของเพลง happy birthday to you



ไม่มีงานวันเกิดไหนที่จะสมบูรณ์ได้ปราศจากเค้ก เทียนและการร้อง"แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู" บทเพลงนี้คุ้นหัวคนทั่วโลกแต่คนแต่งกลับยังคงเป็นปริศนา
     
       ทำนองหรือเมโลดี้ของเพลงนี้ ถูกแต่งขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 โดยแพตตี้ และมิลเดรด ฮิลล์ พี่น้อง 2 สาวชาวอเมริกันจากรัฐเคนทักกี้ ซึ่งมีอาชีพเป็นครูทั้งคู่ แรกเริ่มนั้น เนื้อเพลงไม่ได้เป็นอย่างในปัจจุบัน โดยแทนที่จะเป็น""happy birthday to you," กลับเป็น "good morning to all"
     
       ในปี 1893 ขณะที่มิลเดรดเป็นครูที่โรงเรียน Louisville Experimental Kindergarten Schoolโดย แพตตี้ ผู้เป็นน้องสาวนั้นเป็นครูใหญ่ มิลเดรดแต่งทำนองเพลงนี้ขึ้น โดยแพตตี้ก็แต่งเนื้อร้องให้ จนได้เพลงชื่อ "Good Morning to All" ซึ่งพี่น้อง 2 คนใช้เป็นเพลงทักทายเด็กในชั้นเรียน เนื้อเพลงตามต้นฉบับดั้งเดิม มีดังนี้
     
       Good morning to you
       Good morning to you
       Good morning, dear children
       Good morning to all
     
       ต่อมา บทเพลงดังกล่าวก็ถูกพิมพ์ลงหนังสือเพลง "Song Stories For The Kindergarten" จึงเป็นที่รู้จักและครูในโรงเรียนอื่นก็ใช้เอาไปร้องทักนักเรียนด้วย จากนั้นไม่นานก็เป็นที่นิยมสำหรับเด็กนักเรียนเอาไปใช้ร้องกับครูแทน และก็เป็นที่รู้จักในชื่อ "Good Morning To You" เนื่องจากเนื้อเพลงท่อนที่ 3 นั้นถูกเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม
     
       แต่สำหรับใครเป็นผู้คิดแต่งเนื้อพลงให้กลายเป็น "Happy Birthday to You" ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นคนแต่งขึ้น อย่างไรก็ตาม พบว่าเนื้อเพลงนี้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก

      ในหนังสือเพลงฉบับหนึ่ง ในปี 1924 โดยเป็นเนื้อเพลงบทที่ 2 ของเพลง "Good Morning to You" จากนั้นหนังหลายเรื่องและรายการวิทยุก็นำไปใช้เป็นเพลงอวยพรวันเกิด จาก"Good Morning To You" ก็เลยเปลี่ยนไปเป็น "Happy Birthday To You" ในที่สุด

แหล่งอ้างอิง :http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?PHPSESSID=8af95bdf1a52d57f71af736ecafc2b1f&topic=3242.0

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ที่มาตัวย่อ ($) ของสกุลเงินดอลล่าร์

ที่มาตัวย่อ ($) ของสกุลเงินดอลล่าร์




คนจำนวนมากเชื่อว่าเครื่องหมาย ดอลลาร์ "$" เริ่มขึ้น  เมื่อใครบางคนเขียนอักษรตัว U กับอักษรตัว S ทับซ้อนกัน ซึ่งไม่จริงเลย

เพราะเครื่องหมายดอลลาร์ดั้งเดิมเป็นอักษร ตัว S ที่มีขีดเดียวลากผ่านในแนวดิ่ง ไม่ใช่สองขีด

อีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อ ว่า เครื่องหมายดอลลาร์แรกเริ่มเดิมทีนั้นเป็นอักษรตัว P รวมกับเลข 8 เนื่องจากก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะผลิตเงินตราของตัวเองขึ้นใช้ สหรัฐฯใช้เิงินสเปน

เงินเหรียญของสเปนเรียกว่า "แปดส่วน" -pieces of eight หรือ P8 นั่นเอง

เงิน เหรียญนี้สามารถตัดแบ่งออกเป็นแปดชิ้นหรือเสี้ยว (bits) เพื่อใช้ทอนได้

นี่ เป็นคำอธิบายว่าทำไมคนอเมริกันจึงเรียกเหรียญควอเตอร์หรือเหรียญ 25 เซ็นต์ว่า

two bits ( 2 เสี้ยว) มาจนถึงทุกวันนี้ แต่ทฤษฎี P8 นี้ไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ

ส่วนคำ อธิบายที่แท้จริงบอกว่า เครื่องหมายดอลลาร์แต่ เดิมนั้นเป็นตัวย่อของคำว่า pesos

เปโซส์ คือ หน่วยเงินตราของสเปน

และที่จริงแล้วชื่อภาษาสเปนของเิงินเหรียญแปดส่วน ก็คือ peso de 8 reals

สองร้อยกว่าปีก่อนเมื่อสหรัฐอเมริกายังใช้เิงินสเปน

(ไม่น่าเชื่อเลยว่า ประเทศอเมริกาไม่ได้ผลิตเหรียญกษาปณ์ของตนเองขึ้นใช้

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1794 หรือเกือบ 20 ปีภายหลังจากการประกาศเอกราชแล้ว)

เป็นเรื่องธรรมดา มากที่จะย่อคำว่า "200 pesos" เป็น "PS 200"

และเมื่อเวลาผ่านไป อักษร P และ S ก็ค่อย ๆ รวมเข้าด้วยกัน

จนในที่สุดผู้คนเริ่มเขียนเส้น ตั้งของอักษร P และทับลงบนอักษร S

และเครื่องหมายดอลลาร์ $ ก็ถือกำเนิดขึ้นด้วยประการฉะนี้

แหล่งอ้างอิง :http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?PHPSESSID=8af95bdf1a52d57f71af736ecafc2b1f&topic=3261.0

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

วาดภาพ